| Formica's profile~๐ Ding_Dong ๐~PhotosBlogLists | Help |
|
October 09 เพราะสวย น่าสงสาร รึว่าโชคหว่าเรื่องนี้อิฉันภูมิใจนำเสนอมากๆคร่า เนื่องด้วยสองวันนี้จำต้องโหนรถเมล์เพื่อกลับหอ
ท่านผู้อ่านอย่าตกใจว่าอีนี่มันอะไรนักหนากะรถเมล์ ก้อต้องเรียนให้ทราบว่าไม่ใช่กว่ากรูเดินสายสัมพาดงานนะ
แต่กุต้องดิ้นรนเพื่อความอยู่รอดระหว่างที่กรูตกงานตะหาก อะเล่าต่อๆ
เหตุการณ์แรก เมื่อวานตอนสามทุ่มครึ่งหลังจาเรียนอิ้งเสด ก้อจาขึ้นรถเมล์กลับห้องและ
เมื่อวานแต่งตัวได้กะโปโลมาก เสื้อยืด ขาสั้น อีแตะหูคีบ สะพายกระเป๋าแบบแนวมาก แถมมัดจุก หน้าเหน้อแต่งแบบไม่ full พร้อมกัยถือหนังสือเรียนหนึ่งเล่ม
พอขึ้นรถได้ รถคนเยอะพอประมาณ ประมาณว่ากรูต้องยืนแต่ไม่ซีเรียส เพราะเด๋ว ถึง victory monument คนจาหายไปครึ่งคัน
สังเกตดูรอบตัวมีแต่กรูนี่หว่าเปนผู้ญ คนเดียว ข้างหน้าเปนชายหนุ่มราวๆ อ่อนกว่ากรูแน่ แต่งตัวตามประสาเด็กป.ตรีทั่วไป หน้าตาเอาไปซัก 60%
รถเคลื่อนผ่านไปได้สองป้ายมีคนลุกหนึ่งคนคร่าแถมลุกตรงที่น้องคนนี้เค้ายืนอยู่พอดี เท่านั้นแหละกรูก้อยืนเฉยๆอยู่พักพร้อมกับคิดว่าน้องมันนั่งแน้เล้ย
ไม่ได้กะจาเล่นเก้าอี้ดนตรีกะมันอยู่แล้ว ยืนนิ่งซํกสามวิ แล้วหันไปมองมันเพื่อดูปะติกิริยา จาด้วยความสวยของกรูรึว่าอะไรก้อแล้วแต่น้องพยักหน้าเปนนัยว่า
นั่งสิครับ เท่านั้นหละโฮ้วววววว สะหวันพลางคิดในใจโหโชคดีจังมีผู้ชายสละเก้าอี้ให้ด้วยอะ ก้อได้แต่ยิ้มและขอบคุณกันไป แต่นั่งไปได้อีกสามนาทีน้องแกลงป้ายหน้า
สรุป แล้วมึงนั่งๆไปเหอะ กุลงป้ายหน้า อ่านมาถึงตรงนี้ผูอ่านคงคิดในใจว่า ไม่เหนน่าตื่นเต้นเลยก้อเค้าจาลงป้ายหน้าแล้วจามานั่งทำเซี๊ยกอะไร ไม่เปนไรเอาเรื่องของวันนี้มั่งก้อได้
เหตุเกิดณ สถามนที่และเวลาเดิม แต่วันนี้แต่งตัวดี กระเป๋าดูดีเปนสาวเลยหละ พร้อมกับ high heel แต่งหน้าแบบ full แต่ของที่ถือมาคือ ถุงกระดาษเซนทรัลใบใหญ่อันหนักอึง รองเท้าหนึ่งคู่ที่อยู่ในกล่อง
ถุงวัตสันไซส์ใหญ่สุด ก้อนักไม่มาก และที่สำคัญกระเป๋าที่ถือไปวันนี้ใบใหญ่และเปิดหยิบตังยากกกมากกก คิดถึงภาพอีบ้าข้างบ้านผู้อ่านไปเลยนะคะจาได้มีอารมร่วมในการติดตามเรื่องนี้
พอขึ้นรถคิดสภาพนะ จาหยิบตังยังยากเลยอะ มือจาเหนี่ยวราวยังไม่มีเลย อ้อ ลืมเล่าสภาพภายในรถ ปริมารคนคล้ายเมื่อวานแต่วันนี้มีญ ยืนอยู่ด้วย พอขึ้นไปก้อได้ยืน โดยคนที่ยืนด้านหลังเปน ญ
แล้วด้านข้างของ ญคนเนี๊ยะ เปนชายสองคนนั่งอยู่ แต่ท่าทางไม่ออกมาก แล้วพอกรูไปยืนเท่านั้นหละกระทาชายทั้งสองทั้งคู่ก้อเริ่มมองมาด้วยอารมประมาณว่าอีนี่หอบอะไรนักหนา
ไอ้เราก้อแอบเหนไงว่าพวกมึงกะลังนินทากรูอยู่ เซนมันบอก ไอ้เราก้อพะรุงพะรังจาหยิบตังก้อลำบาก ทันใดนั้นเอง ชายคนที่นั่งติดทางเดินก้อลุกขึ้นแล้วทำหน้าประนึงว่าเธอนั่งสิ ไอ้เราก้อโห
สะหวันอีกแหละหวานกรูเพราะวันนี้อยากนั่งมากก ของเยอะโคตรๆ ก้อเลยขอบคุณกันไป พลางคิดในใจว่าแล้วอี ญคนที่ยืนข้างๆมรึงมางกะป้ายไหนมันจาคิดยังไงหว่า ที่กรูไม่สละ ทีอีนี่แค่ของเยอะไม่ได้มากมายอะไร
เสือกลุกซะงั้น แต่นาทีนี้ไม่สนและ อ้อ ขอเล่าอีกนิดพอนั่งไปได้ซักห้านาทีชายคนที่นั่งก้อเริ่มลุกให้อารมเดียวกะเมื่อวานประมาณว่า กรูลงป้ายหน้ามึงนั่งไปเหอะ
พอกลับมาถึงห้องก้อเลยได้นั่งคิดว่า ตกลงสองวันที่ได้นั่งนี่เพราะความสวยรึเพราะเค้าสงสารกรูกันแน่เนี่ย พอและเอามาให้อ่านกันเพลินๆ
สุดท้าย ถึงใครจาว่าเรื่องนี้ว่าตกลงอ่านจบแล้วสรุปมึงต้องการจาบอกอะไรกะกรูกันแน่ก้อขอบอกคนอ่านไว้เลยว่า นั่งพิมเองก้อหาเมนไอเดียไม่ได้เหมือนกัน
ประมาณว่าเรื่องนี้ไม่มีประเด็นอะไรให้ต้องจับกันมากกกก เรียกว่าอ่านกันผ่านตาเพราะฉะนั้นอย่ามาด่ากรูนะว่าเล่าไม่รู้เรื่อง
August 20 นรกได้อีกว่างเว้นจากการพร่ำบ่นไปนาน พอมานั่งบ่นๆๆๆๆๆอีกทีก้อมีเรื่องเยอะแยะจนมือจาพิมไม่ทัน
เริ่มต้นจาหัวข้อ นรกได้อีก นรกนั้นไม่ต้องรอชอติหน้าหรอกนะเพื่อนๆ ชาตินี้มันก้อมีให้เหนแล้ว จากประสบการของผู้เขียนได้พ่บว่า
นรกนั้นมีได้หลายอย่าง เช่น รองเท้านรก รถเมล์นรก และอื่นๆที่เปนคำนามต่างๆแล้วเราก้อเติมคำว่านรกต่อท้ายเข้าไปก้อเท่านั้นเอง
เริ่มจากการลงนรกวันแรก วันเสาที่ผ่านมานรกแรกที่ได้เจอคือรถทัวร์นรก ต้องเท้าความนิดนึงว่าวันสุกนั้นกลับบ้าน
เนื่องด้วยวันสาร์ทจีน จึงต้องกลับไอ้เราก้อมีเรียนจีนวันเสาก้อเลยนั่งรถทัวร์กลับเข้าเมืองหลวงตอนสายของวันเสา
อุตส่าห์ดีใจได้นั่งรถทัวร์คันใหม่จากตัวเมือง (เด็กเพดคงรู้นะคะว่าสภาพรถทัวร์จากอำเภออันเปนภูมิลำเนาของผู้เขียนเปนเยี่ยงไร)
พอนั่งไปได้ซักแป๊บ อยู่ดีๆแอร์ก้อดับซะงั้น ผู้คนในรถเริ่มกระสับกระส่ายหัวหัวไปมา แล้วซักพัก อีเด็กรถก้อเดินมาเปิดช่องระบายอากาศ
ที่อยู่ตรงเพดานด้านบนของตัวรถ เดชะบุญ ที่ตัวเรานั้นยังพอมีบุญน้อยๆติดตัวมาบ้าง ที่นั่งในวันนั้นอยู่เยื้องๆกะตัวช่องลมพอดี
ก้อคิดดูละกันนะนึกถึงรถทัวร์ป.1ยาวซะ แต่ มีช่องระบายอากาศอยู่แค่สองช่อง กล้วยทอดเลยกรูถ้ารถหยุดเมื่อไหร่เปนต้องออกอาการเปนหมูอยู่ในเตา
ทุกทีจาบ้าตายแล้วเหตุการณืนี้เกิดขึ้นตั้งแต่ออกจาเพดได้ 20 นาที นั่นหมายความว่า ตัวกรูนั้นต้องฝากความหวังไว้กะรูน้อยๆอันนั้น ชม.ครึ่ง (- -)!!
ก้อเกิดอาการหงุดหงิดเล็กๆกันไป แต่ก้อไม่เปนไรคิดว่าซวยเล็กน้อย ผ่านไปหนึ่งวัน พอวันอาทิดมีคิวเรียนภาษาอังกิด แถว bts ราชเทวี ตอน 9.30 ไอ้
เราก้อแต่งตัวสวยออกจากห้องด้วยความสบายใจ วันอาทิดรถไม่ติด แต่ ดันตื่นสายก้อเลยก้อกระเตงไปโดย bts ซึ่งราคาพอได้อยู่ ได้ข้าวพิเศษจานนึง
เลยอะ แต่ก้อต้องยอม (- -)! พอมาถึงที่สถานีปลายทาง ราชเทวี ก้อเดินลงบันไดมาด้วยความสบายใจ ไม่เปนไร late ไป 5 นาที ยังโออยู่ ทันใดนั้น
โครมมมม...ส้นรองเท้าเสือกไปสะดุดกะขอบบันได จนส้นรองเท้าหักและข้อเท้าพลิกอย่างแรง เดชะบุญอีกครั้งที่คว้าราวบันได้ไว้ได้ไม่งั้น มี
กายกรรมโชว์แน่นอน พอสติกลับมาได้ก้อเลยสบถกะตัวเองไปหนึ่งทีว่า เหรี้ยไรวะเนี่ย แล้วก้อพลันหันไปมองข้างล่าง และด้านบนอีกครั้ง โชคดีอีกแล้ว
คร่า คนด้านล่างเดินพ้นบันไดไปแล้ว ส่วนคนด้านบนเพิ่งเดินมาตอนหันไปมองเนี่ยแหละ จามีก้อคงเปนบรรดาพ่อค้า แม่ค้า หาบเร่ด้านล่างที่คงจาได้ยิน
เสียงฟ้าร้องแต่เช้านั่นเองสุดท้ายเลยต้องเดินกะย๊อกกะแย๊กลงบันไดเข้า 7-11 เพื่อซื้อรองเท้าแตะ ใส่ แล้วก้อกะย๊อกกะแย๊กไปเข้าเรียน จนห้าโมงเยนจึง
ได้เพลากลับห้องทันทีที่เหนโอ้ววว พระเจ้านี่ตรีนนนเหรอเนี่ย ใหญ่พอๆกะหน้าแล้วนะเนี่ย บวมยังกะเปนโรคเท้าช้างเลยต้องเอาน้ำแข็งประคบไป จากนั้น
ตามด้วย counterpain
จน ณ วันที่นั่งระบายอยู่นี้ ตรีนก้อยังใหญ่ข้างเล็กข้างอยู่เลย ขอแนะนำผู้อ่านเล็กๆว่าเวลาโดนอะไรแนวๆนี้ อันดัยแรกต้องเอาน้ำแข็งโป๊ะก่อนนะ แล้วทิ้ง
ไว้ซักวันค่อยเอา counterpain ลง
ก้อคิดว่าทุกคนคงรู้กันแล้วแต่ก้ออยากพูดซ้ำเพราะตัวเองตอนที่โดนก้อไม่ได้เอาน้ำแข็งโป๊ะตั้งแต่ตอนนั้น พอเยนเลยบวมไปเรื่อย ก้ออยากฝากไว้
เปนอุทาหรณ์
เฮ้อ........สงสัยต้องไปทำบุญอีกระลอกซะหละมั้ง จากนั้นวันจันก้อพักตรีนนกันไป เริ่มเดินสายอีกทีก้อวันอังคาร ไปเอาทีสิส ณ บางมด ก้อยังโออยู่
จามานรกอีกทีก้อวันนี้แหละคร่า วันพุธวันนี้กะว่าจาไปรามาแต่เช้าตรู่เพื่อไปตรวจอะไรเล็กน้อยๆ แต่ตื่นสายอีกแล้วคร่าก้อเลยทำใจ เลยไปดูในเนตว่าเค้า
มีคลีนิคนอกเวลากี่โมง อะไรยังไง
แล้วก้อโทรถามเพื่อจาทำบัตร โอ้ว โชคดีเค้าบอกว่าก้อมาทำบัตรถ้าวันนี้คิวว่างก้ออาจจาได้ตรวจก้อเลยเอาวะไปก้อไปอย่างน้อยก้อได้ทำบัตร
เพราะทุกคนคงรู้ว่าดรงบาลแบบนี้คนจาแยะอยู่แล้ว เลยเฉยๆไปก้อได้ ขึ้นรถเมล์ตอน 11.40 อ้อ ลืมบอกสาย Euro เบอร์ 59 ขึ้นรถโอ้วคนร้างยังกะ
ป่าช้า เออดีนั่งสบาย
เวลานี้คนไม่ค่อยเยอะ รถก้อไม่ค่อยติด ก้อกะว่านั่งไปถึง victory monument แล้วต่อรถไปรามาไม่เกินเที่ยงครึ่งแน่นอนเพราะถ้ารถไม่ติดนั่งไป
อนุสาวรีย์แค่ 20 นาทีเอง แต่ก้อไม่ได้คาดหวังนะว่ามันจาไวขนาดนั้น เลยนั่งบนรถอย่างใจเยนจนกระทั่งรถแล่นมาถึงเมเจอ เอ...รถเมลคันอื่นแซงไป
อย่างไว 63 เอย 26 เอย ต้องขอบอกผู้อ่านซักเล็กน้อยว่าเบอร์ที่ ได้กล่าวไปนั้นสุดสายที่ victory monument ทั้งคู่แต่มาหลังคันที่ผู้เขียนได้สถิต
อยู่ ในขณะที่ 59 ของเรายังคงอยู่เลนซ้ายสุดและค่อยๆคลืบคลานต่อไป ก้อยังโออยู่กะว่าไม่เปนไรไป
เรื่อยๆไม่ต้องนั่งรถไฟฟ้า รถก้อวิ่งเอื่อยๆมาจนถึงเซนทรัลลาดพร้าวด้วยเส้นทางเดิมคือเลนซ้ายสุด อันนี้ต้องขอบอกว่าจอดทุกป้าย ก้อโอนะไม่ได้ว่า
อะไร ยังเฉยอยู่
จนมาถึงป้ายรถไฟฟ้าหมอชิต คนขับของเราก้อยังซ้ายอยู่คร่า ขอแถมนิดนะว่าเหนอยู่ว่าซ้ายตรงนี้มันจามีพี่ tax จอดกันระนาวติดฟุตบาท พี่คนขับของ
เราก้อยังคงซ้ายต่อไป
จากเฉยๆเริ่มกระสับกระสาย จนกระทั่งเลนกลางมีรถปอ. บรึ๊นผ่านไป คันที่หนึ่ง ผ่านไป คันที่สองผ่านไป รถเมล์ฟรีเพื่อประชาชนผ่าน โอ้ว เหรี้ยแล้ววกรู
เริ่มอยู่เฉยไม่ได้
แล้วก้อเปนอย่างงี้จนกระทั่งเกือบถึงอนุสาวรีย์ สิริรวมนับ ปอ. 26 ที่ผ่านไปได้ประมาณ สี่ห้าคัน แถมบางคันยังสุดสายอนุสาวรีย์ จนเข้าคิวเริ่มใหม่วิ่งไป
ปลายทางมีนบุรีแล้วอะถามว่ารู้ได้ไง ก้อระหว่างที่ 59 ของเรายังซ้ายสุดอยู่นั้น ถนนฝั่งตรงข้ามก้อเหน 26 ผ่านไปหลายคันแล้ว จาว่าจำทะเบียนได้มั้ย
ไม่แน่ใจแต่มั่นใจว่าใช่อะนะ เพราะมันแซงเราไปหลายคันจิงๆ แล้วคันแรกที่เริ่มแซงตั้งหายไปแบบไร้ร่องรอยตั้งกะเมเจอและ ระหว่างนั้น 59 ของเราก้อ
ยังซ้ายอยู่ ก้อไม่ได้อะไรนะก้อแค่โทรไปเม้ากะเพื่อนตอนติดไฟแดงก่อนถึงอนุสาวรีย์ เพื่อจาระบายเพราะว่าถ้าทิ้งไว้อีกนิดจาต้องมีการหมากัดคนขับ
อย่างแน่นอน ก้อไม่เข้าใจพี่แกเหมือนกัน เลนกลางก้อว่างนะทำไมไม่ออกขวา เลนซ้ายติดกระจุยเลย ไม่ได้ว่าเรื่องขับรถช้ารึจอดทุกป้ายนะ อันนั้น
ก้อดีแล้ว แค่รู้สึกว่าพี่แกไม่มี sense ในการขับรถแค่นั้นเอง จนสุดท้ายใช้เวลาถึงอนุสาวรีย์หนึ่งชั่วโมง เรียกว่าวิ่งตั้งแต่รถไม่ติดจนรถติดตอนเที่ยงอะ
แถมเวลาที่ใช้นี่พอๆกะตอนที่ออก แปดโมงเช้าเลย ไม่น่าเชื่อ เพื่อนสาวก้อบอกว่าใจเยนๆแก ก้อเลยบอกว่าขึ้นรถอารมดีนะ ไม่ได้อาไรเลย แต่ความ
non sense ของพี่แกทำเราหงุดหงิดได้เลยนะ บวกกับอารมหิวข้าวด้วย
พอหันไปมองคนข้างๆอ้าวเธอก้อนั่งเม้าท์แล้วก้อกินป๊อกกี้อยู่ เดาว่าคงอยู่ในอารมเดียวกัน นรกๆจิงๆ สุดท้ายไปถึงรามาเกือบบ่ายโมงภาระกิจของวันเสด
สิ้นเปนคลาดเคลื่อนจาเป้าที่ตั้งไว้เล็กน้อย ขี้เกียจเล่าและเมื่อยมือ ไปดีกว่าขอให้ผู้อ่านทุกท่านมีความสุกมากๆนะคะ
ปล. 1. สังหรณ์เหมือนกันว่ารองเท้าคู่นั้นซักวันต้องล้ม แล้วก้อล้มจิงๆ
2. อย่าถามว่าทำไมไม่ลงจากรถเมล์แล้วไปขึ้น bts ขอตอบว่าพยายามข่มใจมาตลอดบอกตัวเองให้ใจเยนๆ
แต่ของมันขึ้นเยอะๆตอนใกล้ถึงแล้ว คิดว่าไม่คุ้นที่จาเปลี่ยนรถก้อเลยกัดฟันสู้ต่อไป แล้วมานั่งด่ามันต่อในนี้ไงค๊ะ 555
July 03 ความทรงจำสีจางกว่าจาได้ฤกษ์เบิกกระทู้เรื่องนี้ ต้องใช้เวลาร่วมอาทิดกว่าจาหา inspiration ในการเขียนได้
โอ้วมันดูยิ่งใหญ่มากชะมะ ฮี่ฮี่ฮี่ จิงๆก้อไม่มีอะไรมากพอดีมีโอกาสได้เปิดกรุสมบัติอันเก่าแก่
วันนี้เอง เมื่อเปิดดูก้อเพิ่งประจักษ์ว่า นี่กุเปลี่ยนไปขนาดนี้เลยหรือ
เริ่มเปิดกรุด้วยอัลบั้มภาพสมัยม.6 โอ้วนี่กุเหรอ???แล้วนี่เพื่อนกุเหรอ??? เปลี่ยนไปเยอะเจงๆ ในรูปดูใสเชีย
บางทีก้อจำได้มั่งจำไม่ได้มากนะว่าทำอะไรกับเพื่อนไว้บ้าง บางอย่างก้อหายไปจากความทรงจำของเรา
อาจเปนเพราะเราอยู่กับปัจจุบันมากกว่าอดีตมั้ง ถ้าหากไม่เหนรูปก้อคงนึกเรื่องดีๆสมัยวัยวานได้ไม่ครบขนาดนี้
บางทีการนึกถึงอดีตมันก้อทำให้เรารูสึกดีเหมือนกันนะ อาทิเช่น รูปกีฬาสี หน้าแต่ละคนดูสดใส กิเลสและความชั่วร้ายต่างๆที่แสดงอยู่บนหนังหน้าก้อยังไม่เยอะเท่าปัจจุบัน
ดูไปก้อขำไป แถมหน้าอย่างดำแต่ละคนดูโทรมได้ใจมากๆฮาจิงๆ ดุแล้วก้ออยากให้เพื่อนร่วมอุดมการณ์สมัยนั้นมาดูด้วยกันจัง
เอาไว้มีเวลาจาเอามาแปะไว้บน space ประจานกันเล่นๆดีกร่า หลังจากม.6 รูปต่อไปที่เริ่มเหนก้อเปนม.4และ5 หน้าก้อยิ่งดูใสใสกว่าม.6อีก
แต่ดูไปก้อยังขำไปเหมือนเดิม รู้สึกดีนะพอคิดว่าตอนนั้นได้ทำอะไรด้วยกันบ้าง และ hi light ของวันรื้อไปรื้อมาก้อเจอรูปสมัยม.ต้น
โอ้วพระเจ้านี่กูเหรอเนี่ย เปลี่ยนไปเยอะจิงๆ555 พอเหนหน้าบรรดาเพื่อนสาวที่ร่วมลำบากมาด้วยกันขณะที่อยู่โรงเรียนประจำ ดูไปแล้วก้อยิ่งคิดถึงพวกมึงจังเลย
วันวานนนี่มันหวานอยู่จิงๆนะ บวกกับ friendship ที่ได้อ่านอีก บางทีก้อคิดนะ ว่าเราจาได้เจอกับเพื่อนกลุ่มนี้อีกมั้ย
มันก้อนานนะตั้งกะม.ต้น จนถึงวันนี้ ก้อปาเข้าไป 10 ปีแล้ว 10 ปีเนี่ยมันนานนะ แต่เรื่องบางเรื่องมันก้อคาดไม่ถึงจิงๆเพื่อนที่เคยคิดว่าเราจาได้เจอกันอีกมั้ย สุดท้ายแล้ว
เราก้อมาเจอกันยังกะพรหมลิขิต จิงๆแล้วทุกคนอยู่ใกล้ตัวเรานี่แหละแต่เราจาหาเค้าเจอรึเปล่า เพิ่งจาเข้าใจคำว่าโลกกลมก้อคราวนี้แหละ
ดูไปอ่านไปแล้วก้อจาร้องไห้ ซึ้ง คิดถึงเพื่อนขึ้นมาจับใจ วีรกรรมสมัยวันวานเริ่มพรั่งพรูเข้ามาในหัวสมองอีกครั้ง
แถมที่สำคัญยังได้เหนรูปบรรดากระทาชายอีกหลายนายที่เหล่าเพื่อนสาวรวมทั้งตัวกุแอบปลื้ม ดูไปก้อขำไปตอนนั้นไปทำอะไรไว้มั่งวะ โหทำไปได้นะกุ555
รู้สึกดีจังที่มีเพื่อนดีตั้งแต่ตีนเท่าฝาหอยจนหอยเท่าฝ่าตีน (จิงๆไม่ได้เท่าฝ่าตีนนะ ผู้อ่านโปรดใช้วิจารณญานนิดนึงถ้าใหญ่ขนาดนั้นคงไม่ดีแน่ 555)
ทำให้เราได้มีความทรงจำดีๆให้ได้คิดถึง มีทั้งดีบ้างไม่ดีบ้างแต่อย่างน้อยมันก้อทำให้เราได้มีช่วงเวลาดีในเวลาที่ไม่ค่อยจามีอะไรดีอย่างทุกวันนี้หละว้า
นอกจากอยากแบ่งปันวันวานแล้วก้ออยากบอกเพื่อนๆให้ลองกลับไปดูวันวานของเราบ้างว่ามีความทรงจำอะไรที่เราทำตกหายไปบ้าง ยังไงก้อเรียกมันกลับมาบ้าง
ก้อดีนะแล้วคุณจารู้ว่า ชีวิตที่ผ่านมายังมีเรื่องดีๆที่น่าจดจำอีกเยอะ ถึงแม้ว่าเราจะต้องอยู่กับเรื่องของปัจุบันมากกว่าก้อตาม
ปล.1 อยากเล่าอีกมากมายแต่หมดอารมแล้วเนื่องจากช่วงที่ความคิดกำลังแล่น เอมก้อเสือกเปิดไม่ได้
2 ถ้าว่างจา up รูปวันวานให้ได้ชมกันรับรองมีฮามีฮา
3 ขอบคุณเพื่อนทุกคนอีกครั้งที่ทำให้วันนี้เรามีความสุขมากกก
April 30 เพื่อแกเลยนะเพื่อนสาวการมา up blog ในวันนี้ก้อเนื่องจากว่าอยากจาสื่อสารถึงเพื่อนสาว
ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับเนื้อหาใน blog ล่าสุดที่ได้เล่าไป
แต่ไม่รู้จาทำยังไง m ก้อไม่ค่อยเจอ ก้อกะว่าแปะมันไว้นี่แหละ ยังไงมาอ่านแน่ ใช่มะแก??
คืออยากบอกมึงนะว่าสำหรับกุอะคอสตูมก้อคอสตูม
มันไม่เกี่ยวกะพลอตเว้ย อ้อ ถ้าให้เดาเนี่ยมึงจัดคอสเรื่องแรกปะ
กุดูและว่าอาจจาเปนมึงนะเพื่อนสาว อิอิ
ก้อแค่รู้สึกว่าหนังมันไม่น่ากลัวเท่าไหร่นะ สำหรับกุนะ
กุว่าเรื่องนี้พลอตมันมีผลกะเรื่องความกลัวมากกว่าคอสตูมหวะ
ไหนๆมาเม้าและ ช่วงนี้ใกล้จบเต็มที ยังดู alone อยู่เลย จาทำงานอะไรดี
การทำงานดูเหมือนเป็นสิ่งน่ากลัวสำหรับเราจริงนะเนี่ย
งานสบาย รายได้ดี ก้อคงจามีแค่เป็นเมียเสี่ยแน่ๆ 555+
เฮ้อ จาทำงานไรดีวะเนี่ย................... April 28 ใกล้ถึงปลายทางและกลับมาอีกครั้งหลังจากหายหัวไปนานมากก นานเกินกว่าตัวเองจาจำได้เหมือนกันนะ
กลับมาคราวนี้ก้อยังหนีไม่พ้นเรื่องเดิมๆ นั่นคือเรื่องทีสิสแต่มีดีตรงที่มันใกล้จาจบแล้ว
555+ อยากหัวเราะให้ลั่นทุ่ง สองปีที่เฝ้ารอมามันใกล้จะจบสิ้นจิงๆใช่มั้ยเนี่ย
บทมันจาผ่านก้อผ่านไปไวจิงๆนะ แล้วมันก้อมีเรื่องงานให้คิดอีก
จบแล้วไปทำไรยังคงเปนปัญหาเดิมๆสำหรับ ญ สาวผู้อ่อนด้อยกับการทำงาน
อย่าไปพูดถึงมันดีกว่า พูดแล้วเครียดจิงๆนะเนี่ย เปลี่ยนเรื่องๆเอาเรื่องนี้ดีกว่า
สี่แพร่งคือหนังเรื่องล่าสุดที่ได้ดูมา หลังจากดูจบก้อพบว่ามาตรฐานความน่ากลัวของแต่ละคนมันต่างกันจิงๆ
ทั้งที่หยั่งเสียงมาจากคนที่ไปดูมาแล้ว ก้อประเมินไปและว่าคงน่ากลัวในระดับหนึ่ง
ที่ไหนได้อึ้งเล็กๆ แล้วบอกกับตัวเองว่า กุคงคาดหวังเยอะไปจิง - -!!
|
~๐ Ding_Dong ๐~ |
|||||
|
|